ผลสำรวจของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ระบุว่าโรงงานไทยเกือบ 87% ยังบริหารการผลิตอยู่ที่ระดับ 1.0 ขณะที่สินค้าซึ่งจะเข้าตลาดยุโรปต้องพิสูจน์แหล่งกำเนิดและปริมาณคาร์บอนย้อนกลับได้ตลอดสายการผลิต ระยะห่างระหว่างสิ่งที่กติกาโลกเรียกร้องกับสิ่งที่หน้างานทำได้จริง คือช่องว่างที่สถาบันไทย-เยอรมัน (TGI) กำลังเปลี่ยนบทบาทตัวเองเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตไทย และในปี 2570 ซึ่งเป็นปีที่ 30 ของการก่อตั้ง สถาบันจะเริ่มยุทธศาสตร์ 10 ปีที่วางตัวเองเป็นสะพานสองทาง ระหว่างนโยบายของภาครัฐกับโรงงานที่ต้องแข่งขันในตลาดซึ่งไม่เคยหยุดเปลี่ยน
โรงงานไทย 87% ยังบริหารการผลิตอยู่ที่ระดับ 1.0 ขณะที่กติกาโลกกำลังจับจ้องที่คาร์บอนในทุกรายละเอียด
ตัวเลขจากการสำรวจความหนาแน่นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรมของ depa ร่วมกับ UNIDO บอกเรื่องที่ผู้บริหารโรงงานหลายคนรู้อยู่แล้วแต่ไม่ค่อยมีใครพูดออกมาเป็นตัวเลข ในด้านการบริหารจัดการการผลิต โรงงานไทยที่อยู่ในกลุ่มสำรวจ 87.33% ยังอยู่ที่ระดับ 1.0 คือใช้ระบบอัตโนมัติพื้นฐานอย่างเครื่องจักร CNC ส่วนด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวเลขอยู่ที่ 90.67% และเมื่อมองภาพรวมของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างราว 70% เพิ่งขยับมาถึงระดับ 2.0
ในเวลาเดียวกัน โจทย์ที่วางอยู่ตรงหน้าโรงงานเหล่านี้ไม่ได้เป็นโจทย์ที่อุตสาหกรรม 1.0 หรือ 2.0 สามารถแข่งขันได้อีกต่อไป แต่กลับไปเรื่องของความรับผิดชอบต่อโลกที่มากยิ่งขึ้น
“มันมีมาตรฐานโลกเพิ่มเติมเข้ามา นอกเหนือจากมาตรฐานคุณภาพ มาตรฐานการจัดการ มันกลายเป็นว่ามาตรฐานทางด้านสิ่งแวดล้อม” ผอ.ปรัชญา อินทรานุปกรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันไทย-เยอรมัน อธิบายในการให้สัมภาษณ์ระหว่างงาน TGI Smart Manufacturing & Robotics Summit 2026 (TSMRS 2026) “รวมถึงเรื่องของการยืนยันแหล่งกำเนิดของผลิตภัณฑ์ว่ามีกระบวนการมาอย่างไร เรื่อง Traceability ที่จะต้องติดตามได้” ช่องว่างตรงนี้เองคือเหตุผลที่สถาบันซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2541 กำลังนิยามบทบาทของตัวเองใหม่ทั้งหมด
3 แรงกดดันที่ต่อแถวรอหน้าโรงงานแล้วในวันนี้
แรงกดดันที่ ผอ.ปรัชญา หยิบยกขึ้นมาไม่ได้อยู่ในสถานะของแนวโน้มระยะยาว แต่เป็นสิ่งที่ส่งผลถึงงบประมาณของโรงงานในรอบปีนี้แล้ว และยิ่งไปกว่านั้นกลไกเหล่านี้ยิ่งเข้มข้น และเร่งด่วนมากขึ้นเรื่อย โดยผอ.ปรัชญา ได้แบ่งเงื่อนไขดังกล่าวออกเป็น 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
1. ต้นทุนพลังงานที่ลากทั้งห่วงโซ่ไปด้วย ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางส่งผลโดยตรงต่อแหล่งผลิตปิโตรเลียม และเมื่อประเทศผู้ใช้ยังจำเป็นต้องใช้เท่าเดิม ต้นทุนด้านพลังงานของภาคการผลิตจึงปรับขึ้นตาม “มันไม่เพียงแค่ต้นทุนพลังงาน มันรวมไปถึงต้นทุนที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น การคมนาคม การขนส่ง Supply Chain มันไปหมด” ผอ.ปรัชญา ระบุ
2. กติกาสิ่งแวดล้อมที่กลายเป็นเงื่อนไขทางการค้า มาตรการอย่าง CBAM และระบบฉลากคาร์บอนของกลุ่มประเทศยุโรปยังบังคับใช้เฉพาะบางกลุ่มผลิตภัณฑ์ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือคาร์บอนถูกยกขึ้นมาเป็นตัวตั้งแทนการประหยัดพลังงานแบบเดิม “สิ่งที่คุยกันมา 10 กว่าปี 20 ปีที่แล้วคือช่วยกันประหยัดพลังงาน แต่ไม่เคยพูดเรื่องคาร์บอน แต่วันนี้มันเอาตัวคาร์บอนเป็นตัวนำ กลายเป็นตัวชี้วัดในหลากหลายมิติ”
3. แรงงานทักษะสูงที่กำลังถูกแย่ง ไม่ใช่แค่ขาด ประเด็นที่สะท้อนสถานการณ์ได้ชัดที่สุดมาจากความร่วมมือล่าสุดของ TGI กับ Workforce Development Agency (WDA) หน่วยงานภายใต้กระทรวงแรงงานของไต้หวัน ซึ่งเดิมมองไทยในฐานะแหล่งแรงงานทั่วไป แต่วันนี้เข้ามาติดต่อให้ TGI ทำหน้าที่เป็นศูนย์ฝึกกำลังคนทักษะสูงป้อนอุตสาหกรรมของไต้หวันแทน “วันนี้มันไม่ใช่แรงงานทั่วไปแล้ว เพราะว่าอุตสาหกรรมบ้านเขาก็โตขึ้น” ผอ.ปรัชญา อธิบาย ในอุตสาหกรรมอย่างเซมิคอนดักเตอร์ ประเทศเจ้าของเทคโนโลยีเองก็ยังขาดกำลังคน และกำลังออกมาหาจากนอกประเทศ
แรงกดดันทั้งสามด้านมาถึงพร้อมกัน ในจังหวะที่เงินลงทุนของโรงงาน SME ยังเป็นเงินก้อนที่จ่ายออกไปแล้วเรียกคืนได้ยาก และนี่คือจุดที่ ผอ.ปรัชญา ตั้งคำถามกลับไปยังนโยบาย
“วันนี้รัฐบาลบอกยกระดับเขา ให้เขาลงทุนเรื่องเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิต ลดใช้พลังงาน และมีเรื่องของ Carbon Footprint เข้ามา แต่ถามว่าเขาพร้อมหรือเปล่า”
การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่อง ‘ใหม่’ สิ่งที่หายไปคือเวลา
ด้วยประสบการณ์ของผอ.ปรัชญา ที่สั่งสมประสบการณ์ในภาคเอกชนมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจยานยนต์ ตลอดจนประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการศึกษาอยู่ที่ประเทศเยอรมนีในปี 1990 นั้น ทำให้มุมมองที่มีต่อโลกการผลิตในวันนี้ช่างแตกต่างออกไปจากมุมมองที่คนส่วนใหญ่รับรู้อยู่ไม่น้อย
งานวิจัยที่ผอ.ปรัชญา รับผิดชอบ คือ การหาวัสดุทดแทนแผ่นเหล็กปั๊มขึ้นรูปในชิ้นส่วนตัวถังรถยนต์ ทั้งประตู หลังคา ฝากระโปรง โดยใช้อลูมิเนียมอัลลอยด์ที่ประกอบด้วยอลูมิเนียม ซิลิเซียม และแมกนีเซียม แล้วทดสอบว่าคุณสมบัติเชิงกลอย่างค่า Yield Point และแรงเฉือนยังเทียบเท่าเหล็กเดิมหรือไม่ รวมถึงตรวจโครงสร้างภายในรอยเชื่อมด้วยกล้องจุลทรรศน์ ทั้งการเชื่อมแบบมีลวดเชื่อมและการเชื่อมด้วย High Laser Power
ผู้ให้ทุนวิจัยในเวลานั้นคือ Mercedes, BMW และ Audi และเป้าหมายก็ตรงกับสิ่งที่วันนี้เรียกว่า Decarbonization ทุกประการ นั่นคือทำให้ตัวถังเบาลงเพื่อลดการใช้พลังงาน พร้อมลดขั้นตอนป้องกันสนิมเพราะอลูมิเนียมมีคุณสมบัติ Corrosion Free อยู่แล้ว ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นมาแล้วกว่า 3 ทศวรรษ
เรื่องพลังงานกับน้ำหนักจึงไม่ใช่โจทย์ใหม่ สิ่งที่ใหม่คือวันนี้มันถูกแปลงเป็นตัวเลขคาร์บอนที่ต้องรายงานและตรวจสอบย้อนกลับได้ จากนวัตกรรมที่ล้ำหน้า กลายเป็นข้อบังคับในเชิงธุรกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป
อีกสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน คือ ระยะเวลาในการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม ผอ.ปรัชญา ชี้ว่าระยะห่างของการปฏิวัติอุตสาหกรรมสั้นลงทุกรอบ จาก 1.0 ถึง 2.0 ใช้เวลาราวหนึ่งร้อยปี จาก 2.0 ถึง 3.0 อีกหนึ่งร้อยปี แต่จาก 3.0 มา 4.0 เหลือเพียงห้าสิบปี และ 5.0 เริ่มมีการนำไป Implement ตั้งแต่ราวปี 2020 “ผมว่า 6.0 อาจจะมาถึงในวันพรุ่งนี้แล้วก็เป็นได้” ผอ.ปรัชญาเล่าถึงแนวโน้มของเทคโนโลยีที่กระชั้นอย่างน่าตกใจด้วยรอยยิ้ม
ในช่วง 3 ปีที่ AI เข้าสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ ระยะห่างระหว่างโรงงานที่ยังไม่ใช้ AI กับโรงงานที่ใช้ AI ในกระบวนการจริงก็กว้างขึ้นจนเห็นได้ชัดจากยุค Non AI สู่ยุค AI Commercialize หากมองในภาพใหญ่แล้วจะสามารถเข้าใจได้ทันทีเลยว่าการวิ่งตามวงล้อของเทคโนโลยีในวันนี้นั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก และเวลาในการปรับตัวก็แทบจะไม่เหลือเลยเช่นกัน
จาก AX สู่ GX: การเปลี่ยนผ่านเพื่อความยั่งยืนของโลกและธุรกิจการผลิต
กลไกสำคัญในวันนี้ในการเปลี่ยนผ่าน คือ ‘เทคโนโลยี’ ที่เป็นตัวตั้งสำคัญที่ถูกนำมาแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งตัวเทคโนโลยีเหล่านี้เองเป็นทั้งตัวขับเคลื่อน และเป็นผลกระทบลูกโซ่ที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนผ่านอย่างต่อเนื่องในแง่มุมต่างๆ
เส้นทางที่ TGI มองเห็นการเปลี่ยนผ่านในภาคการผลิตวันนี้จึงไล่เรียงจาก AX (Automation Transformation) ไปสู่ DX (Digital Transformation) ต่อด้วย QX ในด้านคุณภาพ และปลายทางที่ GX (Green Transformation) โดยหัวใจของ GX ไม่ได้อยู่ที่การใช้ไฟน้อยลงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่พลังงานต่อหน่วยการผลิตและการออกแบบผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นทาง
ผอ.ปรัชญา ยกกรณีโรงงานผลิตกระบอกลมนิวเมติกส์สัญชาติญี่ปุ่นแห่งหนึ่งในประเทศไทยเป็นภาพประกอบ โรงงานแห่งนี้ลดแรงดันลมที่ใช้ในกระบวนการผลิตจากเดิมราว 5 บาร์ เหลือ 2 ถึง 3 บาร์ โดยยังใช้งานได้ตามปกติ พร้อมไล่จุดรั่วตามระบบท่อ ทำให้การใช้ลมโดยรวมลดลงราวครึ่งหนึ่ง แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือการออกแบบตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งเปลี่ยนไปใช้วัสดุที่เบาลง และออกแบบให้เมื่อลูกค้านำไปประกอบในสายการผลิตแล้วใช้ลมน้อยลงด้วย ผู้ผลิตรายนี้จึงเคลมเรื่องการประหยัดพลังงานให้ลูกค้าได้ทันทีและตรวจสอบย้อนกลับได้ ส่วนที่เกิดขึ้นในสายการผลิตที่ไทย ทั้งการลดแรงดันลมและการไล่จุดรั่ว คือสิ่งที่ทีมงานในโรงงานตัดสินใจและลงมือเองได้ และเป็นภาพที่ชัดว่า GX เริ่มต้นได้จากการทบทวนสิ่งที่มีอยู่แล้ว ก่อนจะไปถึงการเปลี่ยนเครื่องจักรทั้งสายการผลิต
ในขณะเดียวกัน ผอ.ปรัชญา ได้ชี้ให้เห็นเพดานที่แท้จริงของอุตสาหกรรมไทย ที่หากย้อนกลับไปกว่ายี่สิบปี ไทยเคยได้ชื่อว่าเป็น Detroit of Asia พี่ใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาค และยังคงเป็นฐานการประกอบที่มีฝีมือระดับต้น ๆ ของโลก แต่สถานะนั้นมีขีดจำกัดในตัวเอง
“เราเป็น The Best Assembly Hub” ผอ.ปรัชญา ระบุ “เราเองประเทศที่เรามีความพร้อมหลาย ๆ ด้านจริง แต่เรายังไม่ถึงกับขั้นเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือเป็นผู้ผลิต”
ในปี 2568 ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แตะระดับ 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งยืนยันความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อไทยในฐานะฐานการผลิต แต่ ผอ.ปรัชญา ชวนให้มองอีกด้านหนึ่งควบคู่กันไป นั่นคือผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศกว่าครึ่งมาจากผู้ประกอบการรายใหญ่ซึ่งมีอยู่เพียงหลักหมื่นราย ขณะที่ผู้ประกอบการ SME และภาคเกษตรกรรมซึ่งมีจำนวนหลักล้านรายยังขยับได้ช้ากว่ามาก หากมองอย่างง่ายก็จะรู้ได้ทันทีเลยว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะไม่สามารถเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหนึ่งในปัญหาหลักที่เกิดขึ้น คือ การเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อธุรกิจนั้นๆ ซึ่งเกี่ยวพันไปถึงระดับนโยบายของภาครัฐ
คำถามสำคัญ คือ ธุรกิจ SME เหล่านี้จะข้ามกำแพงที่เกิดขึ้นได้อย่างไร?
TGI ในบทบาทใหม่ จุดเชื่อมระหว่างนโยบายรัฐกับหน้างานจริงในโรงงาน
เพื่อให้ได้คำตอบที่จับต้องและเป็นจริงได้มากที่สุด ผอ.ปรัชญา เริ่มจากการแบ่งบทบาทให้ชัดก่อน
“TGI อยู่ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงเองก็เป็นในฐานะ Regulator ผู้กำหนดนโยบายและมาตรการ เราก็จะหยิบยื่นเข้าไปในฐานะที่เป็น Implementator ก็คือเอามาตรการนโยบายตรงนั้นออกมาทำเป็นรูปธรรมไปช่วยเขา”
สิ่งที่ TGI ในวันนี้เป็น คือ สะพานที่เชื่อมระหว่างภาครัฐที่ออกนโยบาย และภาคเอกชนที่ต้องการการสนับสนุนในการแข่งขัน เป็นการทำงาน 2 บทบาท ที่ต้องขับเคลื่อนไปคู่กัน
บทบาทในฐานะหน่วยงานภายใต้กำกับกระทรวงอุตสาหกรรม – การแปลงนโยบายให้กลายเป็นสิ่งที่โรงงานลงมือทำได้ เช่นเมื่อโรงงานติดขัดเรื่องเงินลงทุน TGI เข้าไปช่วยวิเคราะห์ว่าควรลงทุนอะไรก่อนเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน แล้วยืนยันกลับไปยังแหล่งทุนว่าเงินที่ปล่อยออกไปจะสร้างรายได้กลับมาชำระคืนได้จริง หรือเมื่อโรงงานขาดทักษะเฉพาะด้าน สถาบันฯ จัดหลักสูตรเสริมให้ในรูปแบบ Modular Training ซึ่งเป็นหลักสูตรระยะสั้นแบบ Non-Degree ที่ออกแบบตามความต้องการของผู้ใช้งานจริง
บทบาทในฐานะผู้ที่ทำงานใกล้ชิดร่วมกับเอกชน – การสะท้อนสิ่งที่พบหน้างานกลับไปยังภาครัฐ เพื่อให้มาตรการรอบถัดไปสอดคล้องกับศักยภาพจริงของคนที่ต้องนำไปใช้ ซึ่งเป็นบทบาทที่ ผอ.ปรัชญา มองว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกันในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยในวันนี้
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากตัวสถาบันฯ เองยังไม่เป็นผู้ที่เริ่มลงมือ และเรียนรู้กลไกของการเปลี่ยนผ่านเองเสียก่อน
“อาจารย์วันนี้จะไม่เป็นแค่อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ต้องพร้อมเป็นที่ปรึกษา อาจารย์ต้องพร้อมเป็นเพื่อนคู่คิดให้กับภาคอุตสาหกรรม” ผอ.ปรัชญา ระบุ “อาจารย์ต้องพร้อมในการที่จะเข้าไปเป็นตัวแทนแหล่งทุนที่จะให้เขาสามารถเข้ามาถึง”
สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังพิจารณาว่าจะเริ่มจากตรงไหน สิ่งที่ต้องแยกให้ชัด คือ บริการหรือการสนับสนุนที่เปิดให้ใช้แล้ววันนี้ ยุทธศาสตร์ที่ได้รับอนุมัติแล้ว และข้อเสนอที่ยังอยู่ระหว่างการผลักดันกับภาครัฐ ทั้งสามชั้นนี้ไม่เหมือนกัน
TGI กับการสนับสนุนที่ขับเคลื่อนแล้วในวันนี้
ผอ.ปรัชญา ระบุว่าปัจจุบัน TGI ดำเนินงานภายใต้โครงการของกรมสรรพากรที่เปิดให้ผู้ประกอบการซึ่งลงทุนในระบบอัตโนมัติและคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องยื่นขอหักรายจ่ายได้ 200% หากการลงทุนนั้นเข้าเงื่อนไขตามมาตรการ นอกจากนี้สถาบันยังทำหน้าที่รับรอง SI (System Integrator) ในประเทศที่มีศักยภาพ ให้บริการทดสอบวัสดุและรับรองทักษะบุคลากรภายใต้มาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพและกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รวมถึงจัดอบรมและทดสอบตามมาตรฐานเฉพาะของผู้ผลิตเครื่องจักรเอง สำหรับผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานภายในของตัวเองแต่ไม่สามารถหยุดสายการผลิตมาใช้ฝึกอบรมได้
ยุทธศาสตร์ที่คณะกรรมการสถาบันอนุมัติแล้ว
เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดการขับเคลื่อนระยะยาว TGI จึงได้วางภารกิจไว้ 5 ด้าน ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถาบันฯ แล้ว ได้แก่
-Future & Sustainable Industry Transformation ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตอัจฉริยะ โดยครอบคลุมทั้ง Smart Manufacturing แนวคิด Industry 5.0 และ Green Manufacturing ที่สอดคล้องกับกรอบ ESG
-High-Performance Personnel Development พัฒนากำลังคนผ่าน Upskill, Reskill และ New-skill โดยให้เจ้าของเทคโนโลยีเข้ามาร่วมออกแบบหลักสูตรให้ตรงกับความต้องการฝั่ง Demand พร้อมสร้างความเข้าใจเรื่องการทำงานร่วมกันระหว่างคนกับหุ่นยนต์และระบบ AI
-Intelligent Manufacturing & AI Integration วางตัวเป็นศูนย์กลางการนำหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และ AI เข้าสู่สายการผลิต โดยมีเป้าหมายไกลกว่าการนำซอฟต์แวร์สำเร็จรูปมาใช้ ไปสู่การพัฒนาซอฟต์แวร์ Library และผู้บูรณาการระบบในประเทศ
-Testing & Global Certification Hub ขยายบริการทดสอบวัสดุและเครื่องจักร พร้อมรับรองบุคลากรให้ได้ตามเกณฑ์สากล โดยมีเป้าหมายเป็นหน่วยรับรองที่ผลการทดสอบใช้ได้ทั้งในระดับอาเซียนและระดับโลก
-Strategic Partnerships & Collaboration เชื่อมภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ทั้งในและต่างประเทศ เข้าด้วยกัน
ข้อสุดท้ายคือสิ่งที่ ผอ.ปรัชญา ให้น้ำหนักมากที่สุดในการสนทนา “ทุกสิ่งทุกอย่างทำคนเดียวคงไม่อาจประสบความสำเร็จได้มากนัก เราต้องดึงพรรคพวกไปด้วย ให้ทั้งเราและเพื่อนเติบโตไปด้วยกัน”
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของแนวทางนี้คือการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของ TGI ที่จากเดิมรับถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านฝั่งเยอรมันเป็นหลัก มาสู่การทำงานกับเจ้าของเทคโนโลยีโดยตรงมากขึ้น รวมถึงงานรับรองมาตรฐานที่เริ่มมีลูกค้าต่างประเทศส่งวัตถุดิบเข้ามาทดสอบในไทยก่อนส่งกลับ
ข้อเสนอของ TGI ต่อภาครัฐในการส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ
เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 TGI ได้จัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการสนับสนุนด้าน Automation, Robotics, AI และ IoT เสนอต่อภาครัฐ โดยแบ่งการดำเนินการเป็นสามระยะ
-ระยะสั้น – ในปีแรกเน้นลดภาระต้นทุนทันที ผ่านคูปองฝึกอบรมเร่งด่วน คลินิกให้คำปรึกษาและประเมินความพร้อมสู่ Industry 4.0 และการรับรองสิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบ Fast-Track
-ระยะกลาง – ปีที่สองถึงสามเน้นขยายศูนย์ Sandbox และ 5G Testbed สร้างศูนย์อบรมผู้บูรณาการระบบ และจัดตั้งกองทุนดอกเบี้ยต่ำ
-ระยะยาว – ปีที่สี่ถึงห้ามุ่งไปที่การจัดตั้งหน่วยทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยหุ่นยนต์อุตสาหกรรมตาม ISO 10218 ทุนสนับสนุนการผลิตชิ้นส่วนทดแทนการนำเข้า และแพลตฟอร์มกลางเชื่อมผู้พัฒนาระบบไทยเข้ากับการจัดซื้อของภาครัฐและเอกชนรายใหญ่
ทั้งหมดนี้เป็นการกลั่นกรองประสบการณ์ของสถาบันฯ และความเชี่ยวชาญของ ผอ.ปรัชญาที่ทำงานในภาคเอกชนมาอย่างยาวนาน เพื่อสะท้อนความต้องการของภาคเอกชนกลับไปยังภาครัฐให้ภาครัฐสามารถทำการสนับสนุนได้อย่างสอดคล้องกับเงื่อนไขที่เกิดขึ้นจริง
TSMRS 2026 ภาพสะท้อนศักยภาพของ TGI ยุคใหม่
เพื่อให้เห็นภาพของการขับเคลื่อนจาก TGI ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น แนวคิดต่างๆ จึงได้ถูกนำเสนอผ่านการจัดงาน TGI Smart Manufacturing & Robotics Summit 2026 ภายใต้แนวคิด Industry 5.0 Human Centric ซึ่งสะท้อนจุดยืนของสถาบันได้ตรงตัว นั่นคือการวางคนไว้ตรงกลางของการเปลี่ยนผ่าน แม้ปลายทางของหลายสายการผลิตจะเดินไปสู่ Dark Factory ที่ไม่ต้องใช้คนหน้างาน แต่ยังต้องมีคนที่เข้าใจกระบวนการมากพอจะควบคุมและตัดสินใจอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็นการสะท้อนความสำคัญของทักษะระดับสูงและคุณค่าของแรงงานในการผลิตยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน
ภายในงาน TSMRS 2026 ประกอบไปด้วยการจัดนิทรรศการจากพันธมิตรที่นำเอาเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยมานำเสนอให้กับผู้ผลิต ตลอดจนหน่วยงานและสมาคมสนับสนุนต่างๆ เช่น TARA, Thai Subcon และ สมาคมแม่พิมพ์ไทย ที่สะท้อนภาพความเข้มแข็งของเครือข่ายพันธมิตรทั้งเอกชนและภาครัฐได้อย่างน่าสนใจ
อีกส่วนหนึ่งที่เรียกได้ว่าน่าจับตาอย่างมาก คือ การนำผลงานเครื่องจักรต้นแบบจากชุมชนและนักวิจัยมาจัดแสดง ซึ่งเป็นผลจากโครงการวิจัยและพัฒนาที่สถาบันทำร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ต่อเนื่องมากว่ายี่สิบปี ตั้งแต่เครื่องขอดเกล็ดปลา เครื่องคั้นน้ำมะปี๊ด ไปจนถึงเครื่องตัดหนังหมูสำหรับผลิตแคบหมู ทั้งหมดเป็นงานที่เกิดจากการแปลงปัญหาหน้างานจริงให้กลายเป็นเครื่องจักรที่ใช้ได้ และหลายชิ้นพร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมไทยในฐานะผู้ผลิตเครื่องจักรและพัฒนานวัตกรรมที่คนไทยสามารถเป็นเจ้าของได้ ซึ่งเป็นการเปิดประตูบานใหม่สู่มูลค่าที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น สิ่งที่ ผอ.ปรัชญา อยากผลักดันต่อคือการไม่ปล่อยให้ผลงานเหล่านี้จบลงที่ต้นแบบเพียงเครื่องเดียวต่อหนึ่งชุมชน แต่นำมาจัดแสดง เปิดให้เอกชนที่สนใจเข้ามาต่อยอดในเชิงธุรกิจ โดยไม่ผูกเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาไว้ที่สถาบัน
และไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดของงาน คือ การสัมมนาในหัวข้อด้านการผลิตที่ครอบคลุมทั้งด้านเทคนิคและภาคธุรกิจ ตลอดจนการเปิดพื้นที่ฝึกอบรมให้ผู้เข้าชมงานได้สัมผัสกับเทคโนโลยีที่ TGI มีความพร้อมให้ได้เรียนรู้อย่างใกล้ชิด ทั้งยังมีการจัดประกวดแข่งขันทักษะแรงงานด้วยในเวลาเดียวกัน
สิ่งที่งานระดับนี้ยืนยันได้คือพันธมิตรและเจ้าของเทคโนโลยีมองเห็น TGI ในบทบาทใหม่แล้ว และเลือกเข้ามายืนอยู่ข้างเดียวกัน ส่วนผลลัพธ์ที่ปลายทาง คือ การทำให้โรงงานกลุ่มที่ยังอยู่ระดับ 1.0 ขยับขึ้นมาได้จริง เป็นโจทย์ของสิบปีข้างหน้าที่ยังต้องพิสูจน์กันต่อ
TGI เข้าสู่ปีที่ 30 พร้อมภารกิจสิบปีที่เริ่มในอีกไม่ถึงสี่เดือน
สถาบันไทย-เยอรมันก่อตั้งขึ้นในปี 2541 ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ และอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างอุตสาหกรรม 3.0 กับ 4.0 พอดี ปี 2570 ที่กำลังจะมาถึงจึงเป็นทั้งปีที่ 30 ของสถาบัน และปีแรกของยุทธศาสตร์สิบปีที่วางไว้ เพื่อขับเคลื่อนการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้สอดคล้องไปกับการแข่งขันที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่ TGI เสนอไม่ใช่การเป็นผู้ให้คำตอบสำเร็จรูปกับภาคการผลิต แต่เป็นการรับหน้าที่ในตำแหน่งที่ยังว่างอยู่ระหว่างผู้กำหนดกติกากับผู้ที่ต้องปฏิบัติตาม โดยมีเงื่อนไขความสำเร็จสองข้อที่ยังเปิดอยู่ ข้อแรกคือข้อเสนอเชิงมาตรการที่ยื่นต่อภาครัฐจะได้รับการสนับสนุนมากน้อยเพียงใด และข้อที่สองซึ่งสำคัญกว่า คือโรงงานส่วนใหญ่ที่ยังบริหารการผลิตอยู่ที่ระดับ 1.0 จะขยับได้ทันกติกาโลกที่ไม่ได้รอใครหรือไม่ คำตอบของข้อที่สองไม่ได้อยู่ที่สถาบันแห่งเดียว แต่อยู่ที่ว่าผู้ประกอบการจะเริ่มใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้วในวันนี้เร็วแค่ไหน